Skip to content

Zero Trust บน Microsoft 365: ขั้นตอนการนำไปใช้งานจริงเพื่อปกป้องข้อมูลและธุรกิจของคุณ

ในโลกที่การทำงานไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศอีกต่อไป ภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็พัฒนาไป Zero Trust ได้กลายเป็นแนวคิดด้านความปลอดภัยในการปกป้ององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแพลตฟอร์มการทำงานอย่าง Microsoft 365 กลายเป็นศูนย์กลางของข้อมูลสำคัญ

Person with headset working on a laptop and two monitors, displaying various software interfaces

Zero Trust คืออะไร? “Never Trust, Always Verify”

The Biggest Cybersecurity Issues Heading into 2025

Zero Trust ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีเดียว แต่เป็นเเนวคิดเกี่ยวกับความปลอดภัย โดยมีหลักการสำคัญคือ “Never Trust, Always Verify” หรือ “ไม่เคยไว้วางใจ ตรวจสอบเสมอ”

ในอดีต โมเดลความปลอดภัยแบบดั้งเดิมจะถือว่าทุกสิ่งที่อยู่ภายในเครือข่ายองค์กรนั้นปลอดภัยและน่าเชื่อถือ แต่ Zero Trust จะปฏิเสธการให้สิทธิ์โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหนหรือกำลังใช้อุปกรณ์อะไรอยู่ก็ตาม ทุกการเข้าถึงจะต้องผ่านการตรวจสอบยืนยันตัวตนและสิทธิ์อย่างเข้มงวดในทุกครั้ง

หลักการสำคัญของ Zero Trust

  • Never Trust, Always Verify: ตรวจสอบยืนยันตัวตนและสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันอย่างละเอียดในทุกครั้งที่มีการร้องขอการเข้าถึง
  • Least Privilege Access: ให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลหรือทรัพยากรน้อยที่สุดหรือเท่าที่จำเป็นต่อการทำงานนั้นๆ เพื่อจำกัดความเสียหายจากการบุกรุกทางไซเบอร์
  • Microsegmentation: แบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อจำกัดขอบเขตความเสียหาย หากมีการโจมตีเกิดขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่ง 
  • Assume Breach: สมมติว่าการถูกคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นระบบความปลอดภัยจึงต้องพร้อมที่จะตรวจจับ ป้องกัน และตอบสนองต่อการโจมตีได้ตลอดเวลา

ข้อดีและความท้าทายของการนำ Zero Trust มาใช้

Implementing a Zero Trust security model at Microsoft - Inside Track Blog

ข้อดี (Benefits)

ความท้าทาย (Challenges)

ลดความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูล (Reduced data breach risk) ด้วยการตรวจสอบที่เข้มงวด

ความซับซ้อนในการติดตั้งและจัดการ (Complexity of setup and management) ต้องใช้เวลาและทรัพยากร

เพิ่มความปลอดภัยในการทำงานจากระยะไกล (Improved security for remote work)

ความต้องการความรู้ทางเทคนิค (Technical expertise required) ผู้ดูแลระบบต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

ตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid (Suitable to hybrid working model) ควบคุมการเข้าถึงอย่างเข้มงวดทั้ง On-Premise และ Cloud

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร (Organizational culture change) ผู้ใช้งานต้องปรับตัวกับการยืนยันตัวตนที่เข้มงวดขึ้น

รองรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance requirements) เช่น GDPR, PDPA

 

ทำไมต้อง Zero Trust กับ Microsoft 365?

Microsoft 365 คือแพลตฟอร์มที่รวมชุดเครื่องมือสำคัญสำหรับการทำงาน เช่น Email, File Storage (OneDrive/SharePoint), และ Collaboration Tools (Teams) ไว้ด้วยกัน ทำให้กลายเป็น เป้าหมายหลัก ของการโจมตีทางไซเบอร์ เพราะเป็นแหล่งรวมข้อมูลสำคัญจำนวนมหาศาล

Microsoft ได้พัฒนาเครื่องมือมากมายที่รองรับหลักการ Zero Trust และถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถนำ Zero Trust มาปรับใช้บน Microsoft 365 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการนำ Zero Trust ไปใช้บน Microsoft 365 อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

1. Identity and Device Protection (ปกป้องข้อมูลเเละอุปกรณ์)

ทุกสิ่งเริ่มต้นด้วยการยืนยันตัวตนของผู้ใช้และอุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึง

  • Multi-Factor Authentication (MFA): บังคับใช้ MFA สำหรับผู้ใช้ทุกคน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งในการเข้าสู่ระบบ
  • Conditional Access: กำหนดนโยบายการเข้าถึงแบบมีเงื่อนไข เช่น อนุญาตให้เข้าถึงจากอุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้เท่านั้น หรือจาก IP Address ที่น่าเชื่อถือ
  • Device Compliance: ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงว่ามีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยขององค์กรหรือไม่

2. Threat Detection and Real-Time Remediation (การตรวจจับและแก้ไข)

แม้มีการป้องกันที่ดี ภัยคุกคามก็ยังอาจจะบุกรุกเข้ามาได้ การตรวจจับและตอบสนองอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญ

  • Microsoft Defender for Cloud Apps: ตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามในแอปพลิเคชันบนคลาวด์ (รวมถึง M365) และสามารถบล็อกกิจกรรมที่น่าสงสัย
  • Microsoft Defender for Endpoint: โซลูชัน EDR ที่ทรงพลัง ช่วยป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามบนอุปกรณ์ปลายทางแบบเรียลไทม์

3. Data Protection and Information Governance (การปกป้องข้อมูล)

ข้อมูลคือหัวใจของธุรกิจ การป้องกันข้อมูลไม่ให้รั่วไหลจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

  • Data Loss Prevention (DLP): ตั้งค่านโยบาย DLP เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ (เช่น PDPA, ข้อมูลทางการเงิน) ออกนอกองค์กรผ่านช่องทางต่างๆ
  • Sensitivity Labels: การติดป้ายกำกับข้อมูลตามระดับความสำคัญ ซึ่งจะบังคับใช้นโยบายการป้องกันต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ เช่น การเข้ารหัส (Encryption)
  • Encryption: เข้ารหัสข้อมูลทั้งในขณะจัดเก็บ (at rest) และในขณะส่งถ่าย (in transit) เพื่อป้องกันการเข้าถึงจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต

Zero Trust ใน Microsoft 365: บทบาทของแต่ละกลุ่มในองค์กร

ความสำเร็จของ Zero Trust ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วน:

กลุ่มเป้าหมายบทบาทและความรับผิดชอบหลัก
ผู้บริหารและผู้ตัดสินใจด้าน ITให้การสนับสนุน, จัดสรรงบประมาณ, เริ่มต้นด้วยโครงการที่เห็นผลเร็ว (Quick Wins), และสื่อสารความสำคัญ
เจ้าของธุรกิจและแผนกจัดซื้อตระหนักถึงความเสี่ยง, ลงทุนในโซลูชัน Zero Trust ที่ครอบคลุมความต้องการของธุรกิจ
ผู้ใช้งานทั่วไป (End-Users)เข้ารับการฝึกอบรม (MFA, การเข้าถึงที่ปลอดภัย), ปฏิบัติตามนโยบายความปลอดภัยที่องค์กรกำหนด
ผู้เชี่ยวชาญด้าน ITมีความรู้ในการตั้งค่า Identity Protection, จัดการนโยบาย Data Governance, ตรวจสอบระบบและตอบสนองต่อเหตุการณ์

สรุป

ในยุคที่ภัยคุกคามสามารถเจาะระบบ ได้ตลอดเวลา เเละพร้อมสร้างความเสียหายมหาศาล Zero Trust เป็นแนวคิดที่จำเป็นสำหรับทุกองค์กรที่ใช้ Microsoft 365 คือการไม่ไว้วางใจสิ่งใดและตรวจสอบทุกอย่าง ทำให้องค์กรสามารถสร้างกำแพงป้องกันที่แข็งแกร่งเเละป้องกันข้อมูลที่สำคัญได้ การเริ่มต้นด้วยการปกป้อง Identity และ อุปกรณ์ ไปจนถึงการตรวจจับภัยคุกคาม

และการปกป้อง ข้อมูลสำคัญ อย่างเข้มงวด คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ให้ความรู้และการฝึกอบรมแก่ผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกคนในองค์กร

หากคุณสนใจผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับ Zero Trust และการยกระดับความปลอดภัยบน Microsoft 365 เราพร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนคุณ

ติดต่อเราได้ที่

Back To Top
Your Cart

Your cart is empty.